วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์ (Computer in the Revolution)
เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นมากกว่า 70 ปี เราสามารถแบ่งการพัฒนาคอมพิวเตอร์จาก อดีตถึงปัจจุบันได้ 4 ยุคด้วยกัน
ยุคที่ 1 หลอดสุญญากาศ (พ.ศ. 2487-2501)
เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศจำนวนมาก เพื่อให้เครื่องสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงานสูง ทำให้มีปัญหาเรื่องความร้อน
ปี พ.ศ. 2487 เครื่องมาร์ควัน (MARK 1) พัฒนาโดย Horward Akien แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ร่วมกับวิศวกรของ IBM โดยเครื่องดังกล่าวทำงานแบบเครื่องจักรกลและไฟฟ้า
ปี พ.ศ. 2489 เครื่องอีนิแอค (ENIAC : Electronic Numerical Integration And Calculator) พัฒนาโดย John W. Mauchly และ Persper Eckert วิศวกรจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ทั้งสองได้พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สร้างจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องแรกของโลก
ปี พ.ศ. 2492 เครื่องเอ็ดแวด (EDVAC : Electronic Discrete Variable Automatic Calculator) พัฒนาโดย Dr.John Von Neumannz ผู้เสนอแนวคิดในการสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยความจำที่ใช้เก็บข้อมูล และโปรแกรมการทำงานหรือชุดคำสั่ง
ปี พ.ศ. 2494 เครื่องยูนิแวด (UNIVAC : Universal Automatic Computer) เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ผลิตในเชิงพาณิชย์เพื่อขายหรือให้เช่า และเริ่มมีการซื้อขายเพื่อใช้งานอย่างแพร่หลาย 10
ยุคที่ 2 ทรานซิสเตอร์ (พ.ศ. 2502-2506)
เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ (Transistors)แทนหลอดสุญญากาศ เพราะทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็ก ใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ ทำงานได้เร็วกว่า คงทนกว่าเชื่อถือได้ และมีราคาถูก
ปี พ.ศ. 2490 คอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ถูกสร้างสำเร็จ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการเบล (Bell Lab) 3 คน ได้แก่ Dr.John Bardeen, Dr.Walter Brattain, Dr.William Shockley ส่วนทางด้านซอฟต์แวร์มีการพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่คือ ภาษาแอสเซมบลิ (Assembly), ภาษาฟอร์แทรน (Fortran), ภาษาโคบอล (COBOL) เป็นต้น และในยุดนี้เองได้มีการสร้างเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer)
ยุคที่ 3 วงจรรวม (พ.ศ. 2507-2512)
เป็นช่วงเวลาที่มีการสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนมากลงบนแผ่นซิลิคอนขนาดเล็ก และเกิดวงจรรวมบนแผ่นซิลิคอนที่เรียกว่า ”ไอซี“ (IC : Integrated Circuit) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมีทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ภายในจำนวนมาก
การใช้ไอซีเป็นส่วนประกอบทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีความซับซ้อนขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น และสามารถลดขนาดของตัวเครื่องให้เล็กลงได้อีกด้วย ต้นทุนในการผลิตก็ถูกลงคอมพิวเตอร์ในยุคไอซีถูกเรียกว่า มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer)
ยุคที่ 4 VLSI (พ.ศ. 2514-ปัจจุบัน)
เป็นยุคที่มีการสร้างวงจรขนาดใหญ่มารวมในแผ่นซิลิคอนเรียกว่า ”วีแอลเอสไอ“ (VLSI : Very Large Scale Integration) เป็นวงจรรวมที่รวมเอาทรานซิสเตอร์นับแสนนับล้านตัวมาบรรจุอยู่ในแผ่นซิลิคอนขนาดเล็ก และผลิตเป็นหน่วยประมวลผลที่เรียกว่า ”ไมโครโพรเซสเซอร์“ (Microprocessor)
การใช้ VLSI เป็นวงจรภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้เครื่องมีขนาดเล็กลง สามารถตั้งบนโต๊ะได้เรียกว่า ”ไมโครคอมพิวเตอร์“ (Microcomputer) และส่งผลให้เกิดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC: Personal Computer) ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และมีผู้ใช้งานกันทั่วโลก
ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์
เราสามารถแบ่งองค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนของคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ และส่วนของคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ โดยทั้งสองส่วนนี้จะต้องมีการทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดการตอบสนองต่อการสั่งงานจากผู้ใช้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ (Computer Hardware) หมายถึง ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่ง ก็คือ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ (Devices) ที่ประกอบกันขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง ทั้งส่วนประกอบภายในเครื่อง ส่วนประกอบภายนอกเครื่อง หรืออุปกรณ์ต่อพ่วง
ส่วนประกอบภายใน
ส่วนประกอบภายใน (Internal Hardware) หรือ (Internal Devices) เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ประกอบกันอยู่ภายในตัวเครื่อง หากต้องการ รู้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้มีอะไรบ้าง ก็จำเป็นต้องเปิด ฝาครอบเครื่องออก จะพบว่ามีอุปกรณ์ต่างๆมากมาย ตติดตั้งอยู่บนแผ่นวงจรขนาดใหญ่ที่เรียก ว่า ”เมนบอร์ด (Mainboard)“ ต่อไปนี้มาทำความ รู้จักกับชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่อง PC ว่าแต่ละ ส่วนเรียกว่าอะไร และทำหน้าที่อย่างไร
ส่วนประกอบภายนอก
อุปกรณ์ภายนอก (External Hardware) หรือ (External Devices) เป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ กันอยู่ภายนอกตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีสายสัญญาณต่อพ่วงระหว่างตัวเครื่องและอุปกรณ์จึงนิยมเรียกอุปกรณ์เหล่านี้ว่า ”อุปกรณ์ต่อพ่วง (Peripherals)“ นั่นเอง ต่อไปนี้คือ อุปกรณ์ภายนอกมาตรฐาน
• ซีพียู (CPU) เป็นสมองของคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูล และควบคุมการทำงานของระบบ ประสิทธิภาพ และความเร็วในการทำงานของเครื่องจะขึ้นอยู่กับซีพียูเป็นหลัก
• แรม (RAM) เป็นที่พักของข้อมูลและคำสั่งที่จำเป็นต้องใช้งาน ซึ่งข้อมูลและโปรแกรมจะถูกเก็บอย่างถาวรอยู่ในฮาร์ดดิสก์ แต่จะถูกโหลดมาไว้ที่แรมแบบชั่วคราวเฉพาะที่ใช้งาน เพื่อรอส่งต่อให้ซีพียูประมวลผล เหตุที่ซีพียูไม่โหลดจากฮาร์ดดิสก็โดยตรงก็เพราะว่า ฮาร์ดดิสก์ทำงานช้ากว่าซีพียูและแรมมากนั่นเอง เครื่อง PC ที่มีแรมมากจะช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างรวดเร็ว
• เมนบอร์ด (Mainboard) หรือมาเธอร์บอร์ด (Motherboard) เป็นเหมือนศูนย์กลางเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดของเครื่อง PC มีลักษณะเป็นแผ่นวงจรขนาดใหญ่ที่ใช้ติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ซีพียู แรม ชิปเซต และการ์ดต่างๆ รวมทั้งเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงมากมายเช่น เพาเวอร์ซัพพลาย ฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอมไดรว์ คีย์บอร์ด เมาส์ เป็นต้น
• ฮาร์ดดิสก์ไดรว์ (Harddisk Drive) เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลหลักของเครื่อง PC มีความจุสูงเก็บข้อมูลได้อย่างถาวร ข้อมูลที่ว่าหมายถึง ระบบปฏิบัติการ โปรแกรม ไฟล์ดาต้าต่างๆ เช่นไฟล์ข้อมูล ไฟล์ภาพ ไฟล์วิดีโอ เป็นต้น
• เอสเอสดีไดรว์ (SSD Drive) นั้นย่อมาจาก Solid State Drive เป็นฮาร์ดดิสก์ที่มีเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลแบบ Flash Memory คือ อ่านเขียนลงในชิป ซึ่งทำงานเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์จานหมุนแบบเดิม นอกจากเรื่องของความเร็วแล้ว ฮาร์ดดิสก์ SSD ยังมีความทนทานกว่าหากถูกกระแทก
• ซีดีรอม/ดีวีดีไดรว์ (CD-ROM/DVD Drive) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีหรือ ดีวีดีประเภทต่างๆ เช่น แผ่นติดตั้งโปรแกรม แผ่นเพลง หรือแผ่นภาพยนตร์ เป็นต้น มีให้เลือกทั้งแบบอ่านได้อย่างเดียว หรือทั้งอ่านและเขียนแผ่น (Read/Write : RW Drives)
• ซาวน์การ์ด (Sound Card) เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถฟังเพลง ดูหนังหรือเล่นเกมได้ ซาวน์การ์ดที่มีคุณภาพดีก็จะให้เสียงที่มีคุณภาพสมจริง มีให้เลือกทั้งแบบ บิวต์อิน (Built-in) และซาวน์การ์ด (Sound Card)
• การ์ดจอ (Monitor Card) หรือกราฟิกการ์ด (Graphic Card) เป็นการ์ดที่ทำหน้าที่โหลดข้อมูลมาแสดงผลบนจอภาพในรูปแบบกราฟิก แต่เนื่องจากข้อมูลกราฟิกสมัยใหม่นั้นมีสีที่เหมือนจริง คุณภาพสูง ซึ่งต้องใช้พลังในการคำนวณและประมวลผลสูง กราฟิกการ์ดจึงมีส่วนที่เรียกว่า “GPU (Graphic Processing Unit) เพื่อเป็นสมองกลด้านกราฟิกโดยเฉพาะ จะดึงงานส่วนนี้แยกออกมาจากซีพียู
• เพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply) เป็นแหล่งพลังงานของอุปกรณ์ทั้งหมดในเครื่อง PC โดยจะทำหน้าที่เป็นอะแด็ปเตอร์ เพื่อแปลงพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง จ่ายให้กับอุปกรณ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
• คีย์บอร์ด (Keyboard) เป็นอุปกรณ์ป้อนข้อมูลที่เป็นตัวอักษร ทั้งตัวหนังสือ ตัวเลขเครื่องหมาย สัญลักษณ์ และปุ่มฟังก์ชันการทำงานต่างๆ เช่น ปุ่ม ESc ยกเลิก, ปุ่ม F1/F2/ F3 ปิด-ลด-เพิ่มเสียง, ปุ่ม F11/F12 ลด-เพิ่มแสง เป็นต้น
• เมาส์ (Mouse) เป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการกำหนดตำแหน่งการทำงานบนหน้าจอ เช่น เลือกตำแหน่งพิมพ์ เลือกข้อความ คลิกเลือกเมนู คลิกเลือกคำสั่ง ดับเบิลคลิกเพื่อเปิดโปรแกรม เป็นต้น เป็นการดึงหน้าที่บางอย่างออกมาจากคีย์บอร์ด ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานสะดวกรวดเร็วขึ้น
• จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์แสดงผลข้อมูลเพื่อตอบโต้การทำงานกับยูสเซอร์
• พรินเตอร์ (Printer) เป็นอุปกรณ์พิมพ์ข้อความและภาพลงบนกระดาษ
• สแกนเนอร์ (Scanner) เป็นอุปกรณ์อ่านข้อมูลจากกระดาษและบันทึกเป็นไฟล์ภาพ มีความคล้ายกับเครื่องซีร็อกซ์ แต่ต่างกันตรงที่เครื่องซีร็อกซ์เป็นการก็อปปี้จากกระดาษสู่กระดาษแต่สแกนเนอร์จะก็อปปี้จากกระดาษสู่ไฟล์ภาพ
คอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์
คอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ (Computer Software) หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคำสังที่ใช้สังงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการ ซึ่งหมายถึงระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS) และโปรแกรมต่างๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ เช่น วินโดวส์ (Windows OS), ลีนุกซ์ (Linux OS) หรือโปรแกรม เช่น ไมโครซอฟท์ เวิร์ด (Microsoft Word), ไมโครซอฟท์ เอ็กเซล (Microsoft Excel) เป็นต้น สำหรับซอฟต์แวร์ในระบบคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์ประยุ
ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ
ระบบปฏิบัติการ หรือโอเอส เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทั้งหมด โดยคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ซึ่งปัจจุบันมีระบบปฏิบัติการหลายสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยม เช่น ยูนิกซ์ (Unix), ลีนุกซ์ (Linux), วินโดวส์ (Windows), ไอโอเอส (iOS), แอนดรอยด์ (Android) เป็นต้น
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
ซอฟต์แวร์ประยุกต์คือ ชุดคำสั่งที่พัฒนาขึ้นเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานเฉพาะด้านตามที่ ผู้ใช้ต้องการ ซอฟต์แวร์ประยุกต์จำแนกได้เป็น 2 ประเภทคือ
ซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน (Special Purpose)ถูกพัฒนาให้เหมาะสมกับงานเฉพาะด้านเช่น โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป โปรแกรมสำหรับการซื้อขายในร้านค้า โปรแกรมจัดการสต็อก สินค้า โปรแกรมการทำบัญชีจ่ายเงินเดือน และโปรแกรมระบบเช่าซื้อ เป็นต้น ตัวอย่างโปรแกรมเฉพาะด้าน เช่น
• EASY-ACC
• Payroll and Salary
• Inventory Management
• Coffee Shop POS
• iSales
• iPurchases
• TaxBiz
ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป (General Purpose)หรือเรียกว่า ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป เป็นซอฟต์แวร์นำมาประยุกต์ใช้กับงานส่วนบุคคลได้อย่างหลากหลาย ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเขียน โปรแกรมเอง ไม่ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้มาก ตัวอย่างโปรแกรมสำเร็จรูปที่นิยม เช่น
• EASY-ACC
• Microsoft Word
• Microsoft Excel
• Microsoft PowerPoint
• Photoshop
• SPSS
• Google Chrome
• Games
การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์
หลังจากได้รู้จักองค์ประกอบ และส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใน หัวข้อนี้เรามาดูกันต่อว่า คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร
เราสามารถแบ่งระบบคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หรือโพรเซสเซอร์ (Processor), หน่วยความจำ (Memory) และอุปกรณ์รับ ข้อมูล/แสดงผล (Iput/Output) ซึ่งแต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันดัง
หน่วยประมวลผลกลาง
หน่วยประมวลผลกลาง หรือซีพียู (Central Processing Unit : CPU)เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูล และควบคุมการทำงานของระบบ เปรียบเหมือนกับสมองของคนที่ทำหน้าที่ในการคิด คำนวณ และควบคุมการทำงานทุกชิ้นส่วนของระบบคอมพิวเตอร์
หน่วยความจำ
หน่วยความจำ (Memory)เป็นส่วนที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลและโปรแกรมต่างๆ มีทั้งแบบที่ใช้เก็บข้อมูลแบบถาวรและแบบชั่วคราว หน่วย 1 ความจำเป็นส่วนที่มีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีหน่วยความจำ คอมพิวเตอร์ก็เปรียบเหมือนกับคนที่ไม่มีสมอง ส่วนที่ใช้จดจำ เราแบ่งหน่วยความจำออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ หน่วยความจำหลักและหน่วยความจำสำรอง ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
หน่วยความจำหลัก
หน่วยความจำหลัก (Main Memory)เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ร่วมกับซีพียู โดยจะเป็นที่สำหรับเก็บข้อมูลสำคัญๆ สำหรับคอมพิวเตอร์ มีทั้งที่เก็บข้อมูลแบบถาวร และเก็บข้อมูลแบบชั่วคราวได้แก่ หน่วยความจำรอม (ROM) และหน่วยความจำแรม (RAM) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
หน่วยความจำรอม (ROM : Read Only Memory)เป็นหน่วยความจำชนิดที่อ่านได้อย่างเดียวเท่านั้น เหมาะที่จะใช้เก็บข้อมูลชนิดถาวร หน่วยความจำชนิดรอมไม่ต้องการพลังงานไฟฟ้าในการหล่อเลี้ยง แต่จะรับไฟเลี้ยงจากถ่านบนเมนบอร์ด คอมพิวเตอร์จะใช้รอมในการเก็บโปรแกรมควบคุมการทำงานของระบบที่เรียกว่า ไบออส (BIOS: Basic Input Output System)
หน่วยความจำแรม (RAM: Random Access Memory)เป็นหน่วยความจำชนิดที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าในการทำงาน ข้อมูลภายในแรมจะสูญหาย ทันทีที่มีการปิดเครื่อง แรมจะทำงานร่วมกับซีพียูตลอดเวลา โดยซีพียูจะโหลดข้อมูล/คำสั่งที่จำเป็น ต่อการประมวลผลมาพักไว้ที่แรม ข้อมูลจะอยู่ ภายในแรมเพียงชั่วคราวในระหว่างการทำงานเท่านั้น
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง (Secondary Storages)เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการเก็บบันทึกข้อมูลและโปรแกรมต่างๆ แบบถาวร ได้แก่ ฟล็อปปี้ดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ แฟลชไดรว์ ซีดีรอม ฯลฯ ซึ่งข้อมูลที่เก็บในอุปกรณ์เหล่านี้ เราสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ และบันทึกลงไปใหม่ได้ ยกเว้นซีดีรอมที่มีทั้งแบบ บันทึกได้ครั้งเดียวและแบบบันทึกซ้ำได้
อุปกรณ์รับข้อมูล/แสดงผล
อุปกรณ์รับข้อมูล/แสดงผล (Input/Output Devices)คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่นำข้อมูลเข้าสู่ระบบเพื่อส่งให้ซีพียูประมวลผลต่อไป และอุปกรณ์แสดงผลก็ทำหน้าที่นำผลลัพธ์ที่ได้ไปแสดงนั้นเอง
อุปกรณ์รับข้อมูลและคำสั่ง (Input Devices)
ทำหน้าที่รับข้อมูลและคำสั่งผ่านอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลเพื่อประมวลผล อุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้งานในส่วนนี้ เช่น เมาส์ (Mouse), คีย์บอร์ด (Keyboard), สแกนเนอร์ (Scanner), เว็บแคเมรา (Web Camera) และไมโครโฟน (Microphone) เป็นต้น
อุปกรณ์แสดงผลข้อมูล (Output Devices)
ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ของข้อมูลที่รับเข้ามาหรือแสดงผลจากการประมวลผลด้วยซีพียูออกทางอุปกรณ์แสดงผล เช่น จอภาพ (Monitor),เครื่องพิมพ์ (Printer), ลำโพง (Speaker), เฮดโฟน (Headphone), โปรเจ็กเตอร์ (Projector) และพล็อตเตอร์ (Plotter) เป็นต้น
หลักการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์
หลักการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System Operation) เริ่มจากผู้ใช้จะป้อนข้อมูลหรือคำสั่งผ่านทางอุปกรณ์รับข้อมูล (Input Devices) เช่น ป้อนข้อมูลทางคีย์บอร์ด ซึ่งข้อมูลหรือดำสัง ที่รับเข้ามาจะถูกนำไปเก็บยังฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำแรม (Memory) จากนั้นก็จะถูกนำไปตีความและประมวลผลข้อมูลโดยหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลมาเก็บไว้ที่หน่วยความจำแรม และนำไปแสดงผลยังอุปกรณ์แสดงผล (Output Devices) ต่อไป เช่น จอภาพพรินเตอร์ เป็นต้น